1 จำนวนผู้เข้าชม |
การเวนคืนกรมธรรม์ เมื่อไหร่ควรทำ?
ซื้อประกันไปแล้ว แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะขายทรัพย์สินที่ทำประกันไว้ เปลี่ยนงาน หรือพบว่ามีกรมธรรม์ที่ดีกว่า หลายคนสงสัยว่าสามารถยกเลิกกรมธรรม์กลางทางได้ไหม และถ้าทำได้จะได้เงินคืนหรือเปล่า
เรื่องนี้เรียกว่าการเวนคืนกรมธรรม์ครับ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่าคืออะไร เมื่อไหร่ควรทำ และมีผลกระทบอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา
การเวนคืนกรมธรรม์คืออะไร?
การเวนคืนกรมธรรม์ คือการที่ผู้เอาประกันขอยกเลิกสัญญาประกันภัยก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยอาจขอรับเบี้ยประกันคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่เหลือ
สำหรับประกันวินาศภัยทั่วไปที่เป็นกรมธรรม์รายปี การเวนคืนหมายถึงการยกเลิกความคุ้มครองก่อนครบ 1 ปี และขอรับเบี้ยส่วนที่เหลือคืนตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาเวนคืนกรมธรรม์
ขายหรือโอนทรัพย์สินที่ทำประกันไว้
ถ้าขายรถ ขายบ้าน หรือโอนทรัพย์สินที่ทำประกันไว้ให้ผู้อื่น และไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป กรมธรรม์เดิมก็ไม่มีประโยชน์สำหรับคุณแล้ว ควรพิจารณาเวนคืนและขอรับเบี้ยส่วนที่เหลือคืน
พบกรมธรรม์ที่เหมาะสมกว่าจากบริษัทอื่น
หากพบว่ามีกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองดีกว่าหรือเบี้ยถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ การเวนคืนกรมธรรม์เดิมเพื่อเปลี่ยนไปทำกรมธรรม์ใหม่อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบจากการเวนคืนประกอบด้วย
ทรัพย์สินที่เอาประกันไม่มีอยู่แล้ว
เช่น ทรัพย์สินถูกทำลายจนหมดสภาพและได้รับการชดใช้ค่าสินไหมไปแล้ว หรือทรัพย์สินถูกรื้อถอน กรณีเหล่านี้ความคุ้มครองที่เหลืออยู่ในกรมธรรม์อาจไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเงิน
หากมีความจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย และประเมินแล้วว่าความเสี่ยงที่กรมธรรม์นั้นคุ้มครองอยู่ในระดับที่สามารถรับไว้เองได้ในระยะสั้น อาจพิจารณาเวนคืนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ผลกระทบจากการเวนคืนกรมธรรม์ที่ต้องเข้าใจ
เบี้ยที่ได้รับคืนมักไม่เป็นไปตามสัดส่วนเวลาแบบตรงไปตรงมา
หลายคนเข้าใจว่าถ้าใช้ความคุ้มครองไปแล้ว 6 เดือนจาก 12 เดือน จะได้รับเบี้ยคืนครึ่งหนึ่งพอดี แต่ความจริงแล้วบริษัทส่วนใหญ่ใช้ตารางอัตราเบี้ยเวนคืนระยะสั้น หรือ Short Period Rate ซึ่งมักทำให้ได้รับเงินคืนน้อยกว่าสัดส่วนเวลาที่เหลือจริง
เหตุผลคือบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการออกกรมธรรม์ตั้งแต่ต้น ไม่ว่ากรมธรรม์จะมีผลคุ้มครองนานเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงถูกหักออกก่อนคำนวณเงินคืน
ความคุ้มครองสิ้นสุดทันทีตั้งแต่วันที่เวนคืนมีผล
หลังจากเวนคืนแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ หลังจากวันที่เวนคืนมีผล จะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น ต้องแน่ใจว่าไม่มีช่วงเวลาที่ทรัพย์สินไม่มีความคุ้มครองหากยังต้องการความคุ้มครองอยู่
ผลต่อประวัติ NCB
ในกรณีประกันรถยนต์ การเวนคืนกรมธรรม์กลางทางอาจมีผลต่อการคำนวณส่วนลด NCB ในกรมธรรม์ถัดไป ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท
ตารางตัวอย่างอัตราเบี้ยเวนคืนระยะสั้น
| ระยะเวลาที่มีผลคุ้มครอง | สัดส่วนเวลาที่เหลือ | อัตราเบี้ยคืนโดยประมาณ |
| 1 เดือน | 11/12 | ประมาณ 80-85% |
| 3 เดือน | 9/12 | ประมาณ 60-65% |
| 6 เดือน | 6/12 | ประมาณ 40-45% |
| 9 เดือน | 3/12 | ประมาณ 15-20% |
ตัวเลขในตารางเป็นเพียงตัวอย่างประมาณการครับ อัตราที่แท้จริงแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัทและประเภทกรมธรรม์ ควรตรวจสอบจากตารางอัตราเวนคืนที่ระบุในกรมธรรม์ของตัวเองหรือสอบถามบริษัทโดยตรง
ขั้นตอนการเวนคืนกรมธรรม์
ขั้นที่ 1 — ติดต่อบริษัทประกันหรือนายหน้า
แจ้งความต้องการเวนคืนกรมธรรม์ พร้อมระบุเหตุผล และสอบถามขั้นตอนรวมถึงเอกสารที่ต้องใช้
ขั้นที่ 2 — กรอกแบบฟอร์มขอเวนคืน
บริษัทจะมีแบบฟอร์มเฉพาะสำหรับการขอเวนคืนกรมธรรม์ ต้องกรอกข้อมูลและลงนามตามที่กำหนด
ขั้นที่ 3 — ส่งเอกสารกรมธรรม์ตัวจริงคืน
ส่วนใหญ่บริษัทจะขอเอกสารกรมธรรม์ตัวจริงคืน เพื่อยืนยันการสิ้นสุดความคุ้มครองอย่างเป็นทางการ
ขั้นที่ 4 — รอการคำนวณและรับเงินคืน
บริษัทจะคำนวณเบี้ยที่ต้องคืนตามอัตราเวนคืนระยะสั้น และดำเนินการคืนเงินตามช่องทางที่กำหนด ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์
เมื่อไหร่ที่ไม่ควรเวนคืนกรมธรรม์
ยังต้องการความคุ้มครองอยู่
หากยังมีความเสี่ยงที่ต้องการความคุ้มครองอยู่ การเวนคืนโดยไม่มีกรมธรรม์ใหม่มาทดแทนทันที จะทำให้เกิดช่วงเวลาที่ไม่มีความคุ้มครอง ซึ่งเสี่ยงมากหากเกิดเหตุในช่วงนั้น
เบี้ยคืนน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการทำกรมธรรม์ใหม่
หากคำนวณแล้วพบว่าเบี้ยที่ได้รับคืนจากการเวนคืนกรมธรรม์เดิม รวมกับเบี้ยของกรมธรรม์ใหม่ที่ต้องจ่าย มีค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงกว่าการคงกรมธรรม์เดิมไว้จนครบกำหนดแล้วค่อยเปลี่ยน อาจไม่คุ้มค่าที่จะเวนคืนกลางทาง
ใกล้ครบกำหนดกรมธรรม์อยู่แล้ว
ถ้าเหลือเวลาอีกไม่นานกรมธรรม์จะหมดอายุ การรอให้ครบกำหนดแล้วไม่ต่ออายุ มักเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าและได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีกว่าการเวนคืนกลางทาง เนื่องจากอัตราเบี้ยคืนระยะสั้นมักไม่เป็นประโยชน์เมื่อเหลือเวลาน้อย
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณอรุณีทำประกันรถยนต์ไว้ตั้งแต่ต้นปี เบี้ยประกัน 20,000 บาทต่อปี ผ่านไป 4 เดือน เธอขายรถคันนั้นเพื่อซื้อรถใหม่
เธอติดต่อบริษัทเพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์เดิม บริษัทคำนวณตามอัตราเบี้ยเวนคืนระยะสั้น สำหรับระยะเวลาที่ใช้ไป 4 เดือนจาก 12 เดือน อัตราเบี้ยคืนอยู่ที่ประมาณ 50% ทำให้เธอได้รับเงินคืนประมาณ 10,000 บาท
แม้สัดส่วนเวลาที่เหลือคือ 8 เดือนจาก 12 เดือน หรือประมาณ 67% แต่เธอได้รับคืนเพียง 50% เนื่องจากอัตราเบี้ยเวนคืนระยะสั้นไม่ได้คำนวณแบบเป็นเส้นตรงตามสัดส่วนเวลา
เธอนำเงินคืนส่วนนี้ไปสมทบกับการทำประกันรถใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะรถเดิมถูกขายไปแล้ว ไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป กรมธรรม์เดิมจึงไม่มีประโยชน์สำหรับเธอ
สรุป
การเวนคืนกรมธรรม์เป็นทางเลือกที่ทำได้เมื่อมีเหตุผลที่เหมาะสม เช่น ขายทรัพย์สินที่ทำประกันไว้ หรือพบกรมธรรม์ที่เหมาะสมกว่า แต่ต้องเข้าใจว่าเบี้ยที่ได้รับคืนมักไม่เป็นไปตามสัดส่วนเวลาที่เหลือแบบตรงไปตรงมา และความคุ้มครองจะสิ้นสุดทันทีตั้งแต่วันที่เวนคืนมีผล ก่อนตัดสินใจเวนคืน ควรคำนวณผลกระทบทางการเงินให้ครบถ้วน และมั่นใจว่าไม่มีช่วงเวลาที่ทรัพย์สินขาดความคุ้มครองหากยังมีความเสี่ยงที่ต้องดูแลอยู่
ปรึกษาเรื่องประกันวินาศภัยได้เลยครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
อยากมีอาชีพที่บริหารเวลาเองได้ รายได้ไม่มีเพดาน สนใจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย เราพร้อมสอน พร้อมสนับสนุน ให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ
คุณพรรณเชษฐ รนที (โค้ช ช.) รองกรรมการฝ่ายบริหาร ระดับ Platinum | ศรีกรุงโบรคเกอร์
รหัสนายหน้า AM00035138
ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ 6304012357
ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต เลขที่ 6303006901
โทร 086-890-1888 LINE: @kml3166k
ซื้อประกันออนไลน์: https://share.724.co.th/insure/a/motor/AM00035138
www.srikrungmgmnetwork.com | www.ศรีกรุง.com