18 จำนวนผู้เข้าชม |
ความเสี่ยงภัย (Risk) ในมุมมองประกันภัย
คำว่า "ความเสี่ยง" เป็นคำที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน แต่ในมุมมองของประกันภัย คำนี้มีความหมายเฉพาะเจาะจงและเป็นรากฐานของทั้งอุตสาหกรรมเลยครับ
การเข้าใจว่าประกันภัยมองความเสี่ยงอย่างไร จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมเบี้ยประกันถึงถูกกำหนดแบบนี้ ทำไมบางอย่างทำประกันได้ บางอย่างทำไม่ได้ วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่องนี้กันครับ
ความเสี่ยงในมุมมองประกันภัยคืออะไร?
ในทางประกันภัย ความเสี่ยง หมายถึง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเสียหายทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
หัวใจสำคัญคือคำว่า "ความไม่แน่นอน" ครับ ถ้าเรารู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นและเมื่อไหร่ นั่นไม่ใช่ความเสี่ยงในความหมายของประกันภัย แต่เป็นการสูญเสียที่แน่นอนซึ่งไม่สามารถทำประกันได้
ตัวอย่างเช่น การเสื่อมสภาพของรถยนต์ตามอายุการใช้งานเป็นเรื่องแน่นอนที่จะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่ทำประกันได้ แต่อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ คือความเสี่ยงที่ประกันภัยเข้ามาให้ความคุ้มครอง
องค์ประกอบของความเสี่ยงที่ทำประกันได้
ความเสี่ยงที่จะสามารถทำประกันได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
ต้องมีความไม่แน่นอน
เหตุการณ์นั้นต้องมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนว่าจะเกิด
ต้องสามารถวัดมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเงินได้
ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องสามารถประเมินเป็นจำนวนเงินได้อย่างชัดเจน เพื่อให้บริษัทสามารถกำหนดค่าสินไหมที่เหมาะสม
ต้องเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ
ความเสียหายต้องเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนาจากผู้เอาประกัน หากเป็นการทำลายทรัพย์สินของตัวเองโดยเจตนา จะไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ทำประกันได้
ต้องมีจำนวนหน่วยความเสี่ยงที่เพียงพอ
บริษัทประกันต้องมีผู้เอาประกันจำนวนมากพอที่มีความเสี่ยงคล้ายกัน เพื่อให้สามารถคำนวณความน่าจะเป็นทางสถิติได้อย่างแม่นยำ และกระจายความเสี่ยงระหว่างผู้เอาประกันทั้งหมดได้
ประเภทของความเสี่ยงในมุมมองประกันภัย
ความเสี่ยงบริสุทธิ์ (Pure Risk)
คือความเสี่ยงที่มีผลลัพธ์เพียงสองทาง คือเกิดความเสียหายหรือไม่เกิดความเสียหาย ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะได้กำไร เช่น ความเสี่ยงที่บ้านจะถูกไฟไหม้ ผลลัพธ์มีแค่ไฟไหม้หรือไม่ไฟไหม้ ไม่มีทางที่ไฟไหม้แล้วจะทำให้ได้กำไร
ความเสี่ยงบริสุทธิ์นี่แหละครับที่เป็นความเสี่ยงประเภทที่ประกันภัยให้ความคุ้มครอง
ความเสี่ยงเชิงการลงทุน (Speculative Risk)
คือความเสี่ยงที่มีความเป็นไปได้ทั้งกำไรและขาดทุน เช่น การลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจ ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่สามารถทำประกันภัยได้ เพราะขัดกับหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องการคืนผู้เอาประกันสู่สถานะเดิม ไม่ใช่ทำให้ได้กำไร
ตารางเปรียบเทียบความเสี่ยงที่ทำประกันได้และทำไม่ได้
| ลักษณะความเสี่ยง | ทำประกันได้ | ทำประกันไม่ได้ |
| ไฟไหม้บ้าน | ได้ | - |
| รถถูกขโมย | ได้ | - |
| การเสื่อมสภาพตามอายุ | - | ไม่ได้ เพราะแน่นอนว่าเกิดขึ้น |
| ขาดทุนจากการลงทุนหุ้น | - | ไม่ได้ เพราะเป็นความเสี่ยงเชิงการลงทุน |
| เจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ | ได้ | - |
| การทำลายทรัพย์สินตัวเองโดยเจตนา | - | ไม่ได้ เพราะขาดความไม่แน่นอน |
มุมมองความเสี่ยงที่บริษัทประกันใช้ในการพิจารณา
ความถี่ของการเกิดเหตุ (Frequency)
คือความบ่อยที่เหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุรถยนต์เล็กน้อยมีความถี่สูงกว่าไฟไหม้บ้านทั้งหลัง
ความรุนแรงของความเสียหาย (Severity)
คือขนาดของความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เช่น ไฟไหม้บ้านทั้งหลังมีความรุนแรงสูงแม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย
บริษัทประกันจะพิจารณาทั้งสองมิตินี้ร่วมกันในการกำหนดเบี้ยประกัน เหตุการณ์ที่มีความถี่สูงแต่ความรุนแรงต่ำ กับเหตุการณ์ที่มีความถี่ต่ำแต่ความรุนแรงสูง อาจมีเบี้ยประกันที่ใกล้เคียงกันได้ เพราะมูลค่าความเสี่ยงโดยรวมใกล้เคียงกัน
การบริหารความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของเรามีหลายวิธีในการจัดการ ซึ่งประกันภัยเป็นเพียงหนึ่งในวิธีเหล่านั้น
การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง คือการไม่ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงนั้นเลย เช่น ไม่ขับรถก็ไม่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการขับรถ แต่วิธีนี้มักไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติเสมอไป
การลดความเสี่ยง คือการดำเนินการเพื่อลดความเป็นไปได้หรือความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่น ติดตั้งระบบดับเพลิงเพื่อลดความรุนแรงหากเกิดไฟไหม้
การโอนความเสี่ยง คือการให้ผู้อื่นรับความเสี่ยงแทน ซึ่งประกันภัยคือเครื่องมือหลักในการโอนความเสี่ยงทางการเงินไปให้บริษัทประกันภัย
การรับความเสี่ยงไว้เอง คือการยอมรับว่าหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น จะรับผิดชอบค่าเสียหายด้วยตัวเอง มักใช้กับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดน้อยและความเสียหายไม่มาก จนไม่คุ้มที่จะจ่ายเบี้ยประกัน
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณอนุชาเป็นเจ้าของโรงงานขนาดกลาง เขาพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ในธุรกิจของตัวเอง พบว่าความเสี่ยงจากไฟไหม้เครื่องจักรมีความถี่ต่ำแต่ความรุนแรงสูงมาก หากเกิดขึ้นอาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักนานหลายเดือน
ในขณะที่ความเสี่ยงจากของเสียหายเล็กน้อยระหว่างขนส่งมีความถี่สูงแต่ความรุนแรงต่ำ มูลค่าความเสียหายแต่ละครั้งไม่มาก
คุณอนุชาตัดสินใจทำประกันอัคคีภัยและประกันธุรกิจหยุดชะงักสำหรับความเสี่ยงไฟไหม้ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงที่หากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงเกินกว่าที่ธุรกิจจะรับมือได้เอง ส่วนความเสียหายเล็กน้อยจากการขนส่ง เขาเลือกรับความเสี่ยงไว้เอง โดยตั้งงบสำรองไว้ในแต่ละเดือน เพราะมูลค่าความเสียหายไม่สูงและเกิดขึ้นในระดับที่คาดการณ์ได้
การตัดสินใจนี้สะท้อนหลักการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม คือทำประกันสำหรับความเสี่ยงที่มีความรุนแรงสูงเกินกว่าจะรับมือเองได้ และรับความเสี่ยงไว้เองสำหรับความเสียหายเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
สรุป
ความเสี่ยงในมุมมองประกันภัยคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเสียหายทางการเงินที่สามารถวัดค่าได้ และต้องเป็นความเสี่ยงบริสุทธิ์ที่ไม่มีโอกาสทำกำไร การเข้าใจว่าความเสี่ยงแบบไหนทำประกันได้ และการพิจารณาความถี่กับความรุนแรงของความเสี่ยงแต่ละประเภท จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าความเสี่ยงใดในชีวิตควรโอนผ่านการทำประกัน และความเสี่ยงใดสามารถรับไว้เองได้อย่างเหมาะสม
ปรึกษาเรื่องประกันวินาศภัยได้เลยครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
อยากมีอาชีพที่บริหารเวลาเองได้ รายได้ไม่มีเพดาน สนใจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย เราพร้อมสอน พร้อมสนับสนุน ให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ
คุณพรรณเชษฐ รนที (โค้ช ช.) รองกรรมการฝ่ายบริหาร ระดับ Platinum | ศรีกรุงโบรคเกอร์
รหัสนายหน้า AM00035138
ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ 6304012357
ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต เลขที่ 6303006901
โทร 086-890-1888 LINE: @kml3166k
ซื้อประกันออนไลน์: https://share.724.co.th/insure/a/motor/AM00035138
www.srikrungmgmnetwork.com | www.ศรีกรุง.com