6 จำนวนผู้เข้าชม |
ประกันรถยนต์ประเภทไหนเหมาะกับคุณ? ชั้น 1, 2, 3, 2+, 3+
เริ่มต้นหมวดประกันรถยนต์ครับ หมวดนี้จะมี 65 บทความ ครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับประกันรถยนต์ และวันนี้เราจะเริ่มจากเรื่องที่คนถามมากที่สุด คือ ประกันรถยนต์ชั้นไหนเหมาะกับเรา
หลายคนสับสนระหว่างชั้น 1, 2, 3, 2+, 3+ ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไร และไม่รู้ว่าตัวเองควรเลือกชั้นไหน วันนี้เรามาไขข้อสงสัยนี้กันให้ครบครับ
ทำไมประกันรถยนต์ต้องมีหลายชั้น?
ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจถูกออกแบบมาให้มีหลายระดับ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและงบประมาณของตัวเองได้
หลักการง่ายๆ คือ ยิ่งความคุ้มครองครอบคลุมมาก เบี้ยประกันก็จะสูงตาม การเลือกชั้นที่เหมาะสมจึงเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความคุ้มครองที่ต้องการและงบประมาณที่มี
ประกันชั้น 1 คุ้มครองอะไร?
ประกันชั้น 1 เป็นความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุดในตลาดครับ คุ้มครองทั้งกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิดและฝ่ายถูก รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่มีคู่กรณี
ความคุ้มครองหลักของชั้น 1 ครอบคลุมความเสียหายต่อรถของเราเองไม่ว่าจะชนกับคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี ความเสียหายต่อทรัพย์สินและร่างกายของบุคคลภายนอก ไฟไหม้ น้ำท่วม และการโจรกรรม
ประกันชั้น 2+ คุ้มครองอะไร?
ประกันชั้น 2+ เป็นชั้นที่พัฒนามาจากชั้น 2 ดั้งเดิม โดยเพิ่มความคุ้มครองให้รถของเราเองในกรณีที่ชนกับยานพาหนะที่มีคู่กรณีและสามารถระบุได้
ความคุ้มครองหลักครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สินและร่างกายของบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อรถของเราเองเมื่อชนกับยานพาหนะที่ระบุคู่กรณีได้ รวมถึงไฟไหม้และโจรกรรมในบางแผน
จุดที่ชั้น 2+ ไม่คุ้มครองคือ ความเสียหายต่อรถของเราเองในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี เช่น ขับเองชนเสาไฟฟ้า หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้
ประกันชั้น 3+ คุ้มครองอะไร?
ประกันชั้น 3+ มีหลักการคล้ายชั้น 2+ คือคุ้มครองรถของเราเองเมื่อชนกับยานพาหนะที่ระบุคู่กรณีได้ แต่ความแตกต่างหลักอยู่ที่วงเงินความคุ้มครองความเสียหายต่อรถของเราเอง ซึ่งมักมีวงเงินต่ำกว่าชั้น 2+
นอกจากนี้ ชั้น 3+ ไม่มีความคุ้มครองเรื่องไฟไหม้และโจรกรรมเหมือนที่ชั้น 2+ บางแผนมี
ประกันชั้น 2 และชั้น 3 คุ้มครองอะไร?
ประกันชั้น 2 และชั้น 3 เป็นความคุ้มครองพื้นฐานที่สุดในกลุ่มประกันภาคสมัครใจ โดยคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อทรัพย์สินและร่างกายของบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อรถของเราเองในทุกกรณี
ความแตกต่างระหว่างชั้น 2 และชั้น 3 อยู่ที่วงเงินคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยชั้น 2 มักมีวงเงินที่สูงกว่าชั้น 3 และในบางบริษัทชั้น 2 อาจรวมความคุ้มครองไฟไหม้และโจรกรรมสำหรับรถของเราด้วย ในขณะที่ชั้น 3 ไม่มี
ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองแต่ละชั้น
| ความคุ้มครอง | ชั้น 1 | ชั้น 2+ | ชั้น 3+ | ชั้น 2 | ชั้น 3 |
| ความเสียหายบุคคลภายนอก | มี | มี | มี | มี | มี |
| ชนแบบมีคู่กรณีระบุได้ | มี | มี | มี | ไม่มี | ไม่มี |
| ชนแบบไม่มีคู่กรณี | มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี |
| ไฟไหม้ | มี | บางแผน | ไม่มี | บางแผน | ไม่มี |
| โจรกรรม | มี | บางแผน | ไม่มี | บางแผน | ไม่มี |
| น้ำท่วม | มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี |
ใครเหมาะกับประกันชั้น 1
รถใหม่ที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากหากเกิดความเสียหายร้ายแรงหรือสูญหาย จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าตลาดซึ่งยังสูงอยู่
ผู้ที่ขับรถในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมและโจรกรรม
ผู้ที่ต้องการความสบายใจสูงสุด ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่
ใครเหมาะกับประกันชั้น 2+ หรือ 3+
รถที่มีอายุการใช้งานปานกลาง มูลค่าตลาดลดลงมาบ้างแล้ว แต่ยังมีมูลค่าพอที่จะต้องการความคุ้มครองหากชนกับรถคันอื่น
ผู้ที่ขับรถเป็นประจำในเส้นทางที่มีความเสี่ยงชนกับยานพาหนะอื่น แต่ความเสี่ยงเรื่องไฟไหม้หรือโจรกรรมอยู่ในระดับที่รับได้
ผู้ที่ต้องการประหยัดเบี้ยประกันแต่ยังต้องการความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของตัวเองในกรณีอุบัติเหตุที่มีคู่กรณี
ใครเหมาะกับประกันชั้น 2 หรือ 3
รถที่มีอายุการใช้งานมากแล้ว มูลค่าตลาดต่ำ การซ่อมแซมอาจมีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงหรือเกินกว่ามูลค่ารถ ทำให้การทำประกันชั้นสูงไม่คุ้มค่า
ผู้ที่ต้องการเพียงความคุ้มครองตามกฎหมายขั้นต่ำสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และยอมรับความเสี่ยงเรื่องความเสียหายของรถตัวเองไว้เอง
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณกิตติมีรถสองคัน คันแรกเป็นรถใหม่ราคา 900,000 บาท คันที่สองเป็นรถเก่าอายุ 12 ปี ราคาตลาดประมาณ 150,000 บาท
สำหรับรถใหม่ เขาเลือกประกันชั้น 1 เบี้ยปีละ 22,000 บาท เพราะมูลค่ารถสูง หากเกิดความเสียหายร้ายแรงหรือถูกขโมย จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าที่ยังสูงอยู่
สำหรับรถเก่า เขาเลือกประกันชั้น 2+ เบี้ยปีละ 6,000 บาท เพราะมูลค่ารถต่ำ การทำชั้น 1 ซึ่งมีเบี้ยสูงกว่ามากไม่คุ้มค่า แต่ชั้น 2+ ยังให้ความคุ้มครองพื้นฐานหากชนกับรถคันอื่นที่ระบุได้
การแบ่งแยกแบบนี้ทำให้เขาได้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับมูลค่าทรัพย์สินของรถแต่ละคัน โดยไม่จ่ายเบี้ยเกินความจำเป็น
ปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาร่วมด้วย
นอกจากมูลค่ารถแล้ว ควรพิจารณาความสามารถทางการเงินของตัวเองในกรณีที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเอง หากเลือกชั้นที่คุ้มครองน้อยกว่าชั้น 1 ต้องมั่นใจว่ามีเงินสำรองพอสำหรับซ่อมรถของตัวเองหากเกิดเหตุที่ไม่อยู่ในความคุ้มครอง
พื้นที่จอดรถและพื้นที่ใช้งานเป็นประจำก็มีผล หากอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมหรือโจรกรรมสูง ควรพิจารณาความคุ้มครองในส่วนนี้เป็นพิเศษ
สรุป
การเลือกประกันรถยนต์ชั้นที่เหมาะสมไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนครับ ขึ้นอยู่กับมูลค่ารถ ความเสี่ยงในการใช้งาน และงบประมาณของแต่ละคน หลักการสำคัญคือยิ่งรถมีมูลค่าสูง ความคุ้มครองที่ครอบคลุมยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในขณะที่รถมูลค่าต่ำอาจเลือกความคุ้มครองพื้นฐานที่เน้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นหลักก็เพียงพอ
ปรึกษาเรื่องประกันวินาศภัยได้เลยครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
อยากมีอาชีพที่บริหารเวลาเองได้ รายได้ไม่มีเพดาน สนใจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย เราพร้อมสอน พร้อมสนับสนุน ให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ
คุณพรรณเชษฐ รนที (โค้ช ช.) รองกรรมการฝ่ายบริหาร ระดับ Platinum | ศรีกรุงโบรคเกอร์
รหัสนายหน้า AM00035138
ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ 6304012357
ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต เลขที่ 6303006901
โทร 086-890-1888 LINE: @kml3166k
ซื้อประกันออนไลน์: https://share.724.co.th/insure/a/motor/AM00035138
www.srikrungmgmnetwork.com | www.ศรีกรุง.com