26 จำนวนผู้เข้าชม |
ความคุ้มครอง (Coverage) คืออะไร? ครอบคลุมแค่ไหน?
เวลาซื้อประกัน คำที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "ความคุ้มครอง" แต่น้อยคนที่เข้าใจจริงๆ ว่ามันหมายความว่าอะไร ครอบคลุมแค่ไหน และที่สำคัญคือมีอะไรบ้างที่ไม่ครอบคลุม
การเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ก่อนซื้อประกัน จะช่วยให้คุณไม่ต้องผิดหวังเวลาเคลมครับ
ความคุ้มครองคืออะไร?
ความคุ้มครอง หรือ Coverage คือขอบเขตที่บริษัทประกันภัยตกลงจะรับผิดชอบค่าเสียหายแทนเรา เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ความคุ้มครองมีสองมิติที่ต้องเข้าใจพร้อมกันเสมอครับ
มิติที่ 1 — ประเภทของเหตุการณ์ที่คุ้มครอง บริษัทจะจ่ายก็ต่อเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับที่ระบุในกรมธรรม์เท่านั้น เช่น ประกันอัคคีภัยคุ้มครองไฟไหม้ แต่ถ้าบ้านเสียหายจากน้ำท่วมโดยที่ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม บริษัทก็ไม่จ่าย
มิติที่ 2 — วงเงินสูงสุดที่คุ้มครอง แม้เหตุการณ์จะตรงกับที่คุ้มครอง แต่บริษัทจะจ่ายไม่เกินวงเงินที่ระบุในกรมธรรม์ ถ้าความเสียหายเกินวงเงิน ส่วนที่เกินต้องจ่ายเองครับ
ประเภทของความคุ้มครองที่พบบ่อย
ความคุ้มครองแบบระบุภัย (Named Perils) คุ้มครองเฉพาะภัยที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์เท่านั้น เช่น ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด ถ้าเกิดภัยอื่นที่ไม่ได้ระบุ บริษัทไม่รับผิดชอบ เบี้ยมักถูกกว่าแบบอื่น
ความคุ้มครองแบบทุกความเสี่ยง (All Risks) คุ้มครองทุกกรณี ยกเว้นเฉพาะที่ระบุว่าไม่คุ้มครองในข้อยกเว้น ให้ความคุ้มครองกว้างกว่ามาก แต่เบี้ยสูงกว่าตามกันครับ
ความคุ้มครองแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเองก่อน บริษัทจะจ่ายเฉพาะส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่กำหนด วิธีนี้ช่วยลดเบี้ยประกันได้ครับ
เปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันแต่ละประเภท
| ประเภทประกัน | คุ้มครอง | ไม่คุ้มครอง |
| ประกันรถ ชั้น 1 | ชนทุกกรณี ไฟไหม้ โจรกรรม น้ำท่วม | ขับขณะเมาสุรา ใช้รถผิดประเภท |
| ประกันสุขภาพ | ค่ารักษาพยาบาลจากเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ | โรคเดิมที่มีก่อนทำประกัน การรักษาเพื่อความสวยงาม |
| ประกันบ้าน | ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด | การเสื่อมสภาพตามอายุ ความเสียหายจากแมลง |
| ประกันเดินทาง | เที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าหาย เจ็บป่วย | เดินทางทั้งที่รู้ว่าพื้นที่เสี่ยง |
ปัจจัยที่กำหนดขอบเขตความคุ้มครอง
1. แผนประกันที่เลือก ยิ่งจ่ายเบี้ยมาก ความคุ้มครองยิ่งกว้างและวงเงินยิ่งสูง การเลือกแผนที่ถูกที่สุดโดยไม่ดูรายละเอียดอาจทำให้ได้ความคุ้มครองที่ไม่เพียงพอ
2. มูลค่าทรัพย์สินที่เอาประกัน ถ้าเอาประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง เรียกว่า Underinsurance บางกรมธรรม์มีเงื่อนไขว่าจะจ่ายตามสัดส่วนเท่านั้น เช่น เอาประกันบ้านไว้ 2 ล้าน แต่บ้านมีมูลค่า 4 ล้าน ถ้าเกิดไฟไหม้เสียหาย 1 ล้าน อาจได้รับเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น
3. ความคุ้มครองเพิ่มเติม (Endorsement) สามารถซื้อความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติมได้ เช่น ความคุ้มครองน้ำท่วมสำหรับประกันบ้าน หรือความคุ้มครองอุปกรณ์เพิ่มเติมในรถยนต์
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณสมชายทำประกันบ้านราคา 3 ล้านบาท แต่เพื่อประหยัดเบี้ย เขาเอาประกันไว้เพียง 1.5 ล้านบาท วันหนึ่งเกิดไฟไหม้ บ้านเสียหาย 900,000 บาท
หลายคนคิดว่าจะได้รับเงิน 900,000 บาทเต็มๆ แต่ความจริงคือบริษัทคำนวณตามสัดส่วน คือ 1.5 ล้าน หารด้วย 3 ล้าน คูณด้วยความเสียหาย 900,000 บาท เท่ากับได้รับเพียง 450,000 บาทเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่ต้องเอาประกันให้ตรงกับมูลค่าจริงของทรัพย์สินครับ
วิธีตรวจสอบว่าความคุ้มครองเพียงพอหรือไม่
ลองตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองครับ
ถ้าเกิดเหตุร้ายแรงที่สุดที่เป็นไปได้ วงเงินที่มีจะเพียงพอซ่อมหรือทดแทนทรัพย์สินได้ไหม?
ความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของเราตรงกับความคุ้มครองที่ซื้อไหม? เช่น ถ้าอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมบ่อย มีความคุ้มครองน้ำท่วมไหม?
อ่านข้อยกเว้นครบแล้วหรือยัง มีข้อไหนที่เราเสี่ยงอยู่บ้างไหม?
สรุป
ความคุ้มครองที่ดีไม่ใช่แค่การมีประกัน แต่คือการมีประกันที่ถูกประเภท ถูกวงเงิน และครอบคลุมความเสี่ยงที่เราเผชิญในชีวิตจริง การทำความเข้าใจขอบเขตความคุ้มครองก่อนซื้อ จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากเงินทุกบาทที่จ่ายไปครับ
ปรึกษาเรื่องประกันวินาศภัยได้เลยครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
อยากมีอาชีพที่บริหารเวลาเองได้ รายได้ไม่มีเพดาน สนใจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย เราพร้อมสอน พร้อมสนับสนุน ให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ
คุณพรรณเชษฐ รนที (โค้ช ช.) รองกรรมการฝ่ายบริหาร ระดับ Platinum | ศรีกรุงโบรคเกอร์
รหัสนายหน้า AM00035138 ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ 6304012357 ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต เลขที่ 6303006901
โทร 086-890-1888 LINE: @kml3166k
ซื้อประกันออนไลน์: https://share.724.co.th/insure/a/motor/AM00035138
www.srikrungmgmnetwork.com | www.ศรีกรุง.com