16 จำนวนผู้เข้าชม |
อุบัติเหตุรถชนกัน ฝ่ายถูกต้องทำอย่างไร?
เมื่อวานเราคุยเรื่องฝ่ายผิดไปแล้ว วันนี้มาดูอีกฝั่งกันครับ หลายคนคิดว่าถ้าเป็นฝ่ายถูก ก็แค่รอรับความช่วยเหลือเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก
ความจริงแล้ว แม้จะเป็นฝ่ายถูก ก็มีสิ่งที่ต้องทำเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเองให้ครบถ้วน เพราะการเป็นฝ่ายถูกไม่ได้แปลว่าจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติโดยไม่ต้องทำอะไรเลยครับ วันนี้เรามาดูกันว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
ทำไมฝ่ายถูกก็ยังต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าตัวเองถูก ทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริง การพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิดต้องอาศัยหลักฐานครับ หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ หรือดำเนินการผิดขั้นตอน อาจทำให้การเรียกร้องสิทธิ์ล่าช้าหรือยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็น
สิ่งที่ต้องทำทันทีที่เกิดเหตุ
ตรวจสอบความปลอดภัยของตัวเองและผู้โดยสารก่อน
หากมีอาการบาดเจ็บ แม้เพียงเล็กน้อย ควรแจ้งและขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที บางอาการบาดเจ็บอาจไม่แสดงผลทันทีแต่ปรากฏภายหลัง การได้รับการตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ จึงสำคัญ
อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายรถจนกว่าจะถ่ายภาพหลักฐาน
แม้จะเป็นฝ่ายถูก ควรถ่ายภาพตำแหน่งรถ ณ จุดเกิดเหตุก่อนเคลื่อนย้าย เนื่องจากตำแหน่งของรถทั้งสองคันเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าใครเป็นฝ่ายผิด
เก็บหลักฐานให้ครบถ้วนที่สุด
ถ่ายภาพความเสียหายของรถทั้งสองคันจากหลายมุม ถ่ายป้ายทะเบียนคู่กรณี สภาพถนน สัญญาณไฟจราจร และเครื่องหมายจราจรบริเวณนั้น หากมีกล้องหน้ารถ ให้บันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุด
การพูดคุยกับคู่กรณีในที่เกิดเหตุ
คงความสุภาพแม้จะเป็นฝ่ายถูก
การใช้อารมณ์หรือแสดงความก้าวร้าวไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ควรพูดคุยด้วยความสงบและมีสติ
แลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น
ขอชื่อ เบอร์ติดต่อ ทะเบียนรถ และข้อมูลบริษัทประกันของคู่กรณี รวมถึงชื่อผู้ขับขี่หากไม่ใช่เจ้าของรถ
หาพยานในที่เกิดเหตุถ้ามี
หากมีผู้เห็นเหตุการณ์ ควรขอชื่อและเบอร์ติดต่อไว้ เผื่อจำเป็นต้องใช้เป็นพยานในภายหลัง หากคู่กรณีปฏิเสธความรับผิด
เมื่อไหร่ที่ควรแจ้งตำรวจ
กรณีมีผู้บาดเจ็บ
ต้องแจ้งตำรวจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด เพื่อบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ
กรณีคู่กรณีไม่ยอมรับผิดหรือมีท่าทีจะหลบเลี่ยง
หากคู่กรณีพยายามปฏิเสธความรับผิดทั้งที่ชัดเจนว่าตัวเองผิด หรือมีท่าทีอยากจบเรื่องโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ควรแจ้งตำรวจทันทีเพื่อให้มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ
กรณีความเสียหายมีมูลค่าสูง
แม้คู่กรณีจะยอมรับผิดด้วยดี แต่หากความเสียหายมีมูลค่าสูง ควรมีบันทึกจากตำรวจไว้เป็นหลักฐานทางการเพื่อความชัดเจนในการเรียกร้องค่าเสียหาย
การแจ้งบริษัทประกันในฐานะฝ่ายถูก
แจ้งบริษัทประกันของตัวเองก่อนเสมอ
แม้จะเป็นฝ่ายถูก ควรแจ้งบริษัทประกันของตัวเองทันที เพื่อให้บริษัทเริ่มกระบวนการดูแลผลประโยชน์ให้ครับ บริษัทประกันของเรามีหน้าที่ช่วยเจรจาและเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันของฝ่ายผิดแทนเรา
ให้ข้อมูลตามความเป็นจริงทั้งหมด
แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์ตามความเป็นจริง พร้อมส่งหลักฐานภาพถ่ายและข้อมูลคู่กรณีที่ได้รับมา
สิทธิ์ที่ฝ่ายถูกควรได้รับ
ค่าซ่อมรถเต็มจำนวนจากประกันของฝ่ายผิด
ในฐานะฝ่ายถูก มีสิทธิ์ได้รับการซ่อมรถให้กลับสู่สภาพเดิมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ จากประกันของฝ่ายผิด
ไม่เสียสิทธิ์ NCB
เนื่องจากไม่ได้เป็นฝ่ายก่อเหตุ การเคลมในฐานะฝ่ายถูกโดยทั่วไปไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนลด NCB ของตัวเอง เพราะเป็นการเรียกร้องจากประกันของคู่กรณี ไม่ใช่การเคลมประกันของตัวเอง
รถทดแทนระหว่างซ่อม (ถ้ามีระบุในกรมธรรม์)
หากกรมธรรม์ของฝ่ายผิดหรือของเรามีบริการรถทดแทน อาจมีสิทธิ์ได้ใช้รถทดแทนระหว่างที่รถของเราเข้าซ่อม
ค่าชดเชยการขาดประโยชน์จากการใช้รถ
ในบางกรณี หากไม่มีบริการรถทดแทนและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางทดแทนระหว่างรถซ่อม อาจสามารถเรียกร้องค่าชดเชยส่วนนี้ได้ ขึ้นอยู่กับการเจรจากับบริษัทประกันของฝ่ายผิด
ตารางสรุปสิ่งที่ฝ่ายถูกควรทำ
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
| ตรวจสอบความปลอดภัย | ตัวเองและผู้โดยสารก่อนสิ่งอื่น |
| ถ่ายภาพหลักฐาน | ก่อนเคลื่อนย้ายรถ |
| แลกเปลี่ยนข้อมูล | ชื่อ เบอร์ ทะเบียน ประกัน |
| แจ้งตำรวจ | หากจำเป็นตามสถานการณ์ |
| แจ้งประกันตัวเอง | ทันทีแม้เป็นฝ่ายถูก |
| ติดตามผลการเจรจา | ประสานกับบริษัทประกันอย่างต่อเนื่อง |
กรณีที่คู่กรณีไม่มีประกันภาคสมัครใจ
หากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดไม่มีประกันภาคสมัครใจ มีเพียง พ.ร.บ. เท่านั้น การเรียกร้องค่าเสียหายต่อทรัพย์สินจะยุ่งยากกว่าปกติ เนื่องจาก พ.ร.บ. ไม่คุ้มครองทรัพย์สิน
ในกรณีนี้ หากเรามีประกันชั้น 1 หรือชั้นที่คุ้มครองรถของเราเองในกรณีชนกับคู่กรณีที่ระบุได้ ประกันของเราเองจะรับผิดชอบค่าซ่อมรถของเราไปก่อน แล้วบริษัทประกันของเราจะไปไล่เบี้ยเรียกร้องจากคู่กรณีในภายหลัง กระบวนการนี้เรียกว่า Subrogation ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่บริษัทประกันมีตามกฎหมาย
หากไม่มีประกันภาคสมัครใจที่คุ้มครองส่วนนี้เลย อาจต้องดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณีโดยตรง ซึ่งใช้เวลาและมีความยุ่งยากมากกว่า
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณนงลักษณ์ขับรถอยู่ในเลนของตัวเองตามปกติ ถูกรถอีกคันที่ขับสวนเลนมาชนอย่างจัง เธอไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่รถเสียหายค่อนข้างมาก
เธอตั้งสติและถ่ายภาพตำแหน่งรถทั้งสองคันก่อนเคลื่อนย้าย รวมถึงร่องรอยการเสียหลักของคู่กรณีที่ชัดเจนว่าข้ามเลนมา เธอแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณีและแจ้งตำรวจให้มาบันทึกเหตุการณ์เนื่องจากความเสียหายมีมูลค่าสูง
เธอแจ้งบริษัทประกันของตัวเองทันที พร้อมส่งหลักฐานภาพถ่ายทั้งหมด บริษัทประกันของเธอดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันของคู่กรณีให้ เนื่องจากหลักฐานชัดเจนมากว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด กระบวนการเจรจาจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
รถของเธอได้รับการซ่อมจนกลับสู่สภาพเดิมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และส่วนลด NCB ของเธอไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากไม่ใช่ความผิดของเธอ
สรุป
แม้จะเป็นฝ่ายถูกในอุบัติเหตุ ก็ยังต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ทั้งการเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน แจ้งตำรวจเมื่อจำเป็น และแจ้งบริษัทประกันของตัวเองทันที การมีหลักฐานที่ชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการเรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายผิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและได้รับความคุ้มครองเต็มที่ตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ