31 จำนวนผู้เข้าชม |
ทำไมรถอายุ 5 ปีขึ้นไปถึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
มูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โดยทั่วไป รถยนต์มีอัตราการเสื่อมมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 10 ถึง 15% ต่อปีในช่วงแรก เมื่อผ่านไป 5 ปี มูลค่ารถอาจเหลือเพียง 40 ถึง 55% ของราคาซื้อเดิม ทำให้ส่วนต่างระหว่างเบี้ยประกันชั้น 1 กับความคุ้มครองที่ได้รับเริ่มไม่สมดุลเท่าช่วงแรก
ภาระหนี้ไฟแนนซ์มักหมดแล้ว
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ส่วนใหญ่มีระยะเวลา 4 ถึง 6 ปี เมื่อผ่อนหมดแล้ว เจ้าของรถมีอิสระในการเลือกชั้นประกันได้เต็มที่โดยไม่มีเงื่อนไขจากไฟแนนซ์มาบังคับอีกต่อไป
เบี้ยประกันชั้น 1 อาจไม่ลดตามมูลค่ารถในสัดส่วนเดียวกัน
บางบริษัทคิดเบี้ยชั้น 1 โดยพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่แค่มูลค่ารถอย่างเดียว ทำให้บางครั้งเบี้ยชั้น 1 สำหรับรถเก่าอาจไม่ได้ถูกลงมากเท่าที่คาดหวังเมื่อเทียบกับมูลค่ารถที่ลดลง
วิธีคำนวณว่าควรคงชั้น 1 หรือเปลี่ยนชั้น
ขั้นที่ 1 หามูลค่าตลาดปัจจุบันของรถ
ตรวจสอบราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกัน อายุเดียวกัน สภาพใกล้เคียงกัน จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ขั้นที่ 2 เปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละชั้น
ขอใบเสนอราคาทั้งชั้น 1 ชั้น 2+ และชั้น 3+ จากบริษัทเดียวกัน เพื่อดูส่วนต่างของเบี้ยในแต่ละชั้น
ขั้นที่ 3 คำนวณอัตราส่วนเบี้ยต่อมูลค่ารถ
นำเบี้ยประกันมาหารด้วยมูลค่ารถ หากอัตราส่วนนี้สูงเกิน 5 ถึง 7% ของมูลค่ารถ อาจถือว่าเบี้ยเริ่มไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้
ขั้นที่ 4 พิจารณาความสามารถในการรับความเสี่ยงเอง
ถามตัวเองว่าถ้าต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถของตัวเองในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี ซึ่งเป็นความคุ้มครองหลักที่ชั้น 1 มีแต่ชั้นอื่นไม่มี จะกระทบการเงินมากแค่ไหน
ตารางตัวอย่างการเปรียบเทียบตามอายุรถ
| อายุรถ | มูลค่าโดยประมาณจากราคาใหม่ | ข้อพิจารณาหลัก |
| 5 ปี | 45-55% | เริ่มพิจารณาเปรียบเทียบชั้น |
| 7 ปี | 35-45% | หากไฟแนนซ์หมดแล้ว เริ่มพิจารณาจริงจัง |
| 10 ปี | 25-35% | ชั้น 2+ มักคุ้มค่ากว่าชั้น 1 |
| มากกว่า 10 ปี | ต่ำกว่า 25% | พิจารณาชั้น 3+ หรือ 3 ตามความเสี่ยง |
ตัวเลขในตารางเป็นค่าประมาณการทั่วไปครับ มูลค่ารถจริงขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น สภาพ และตลาดรถมือสองในขณะนั้น
เหตุผลที่ควรคงชั้น 1 ต่อไปแม้รถอายุเกิน 5 ปี
ยังใช้รถเป็นหลักในการเดินทางทุกวัน
หากรถยังเป็นพาหนะหลักที่ใช้ทำงานหรือดำเนินชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงในการเผชิญอุบัติเหตุยังคงสูงเหมือนเดิม การมีความคุ้มครองครอบคลุมยังมีความสำคัญ
ไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับซ่อมรถกรณีไม่มีคู่กรณี
หากเกิดเหตุที่ไม่มีคู่กรณี เช่น เสียหลักชนกำแพง ชั้นอื่นนอกจากชั้น 1 จะไม่คุ้มครอง หากไม่มีเงินสำรองสำหรับสถานการณ์นี้ ควรคงชั้น 1 ไว้
รถยังมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับรถทั่วไปในตลาด
รถบางรุ่นมีอัตราการเสื่อมมูลค่าช้ากว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะรถที่มีความต้องการสูงในตลาดมือสอง แม้อายุ 5 ปีขึ้นไปแต่ยังคงมูลค่าสูงอยู่มาก
เหตุผลที่ควรพิจารณาเปลี่ยนไปชั้น 2+ หรือ 3+
มูลค่ารถต่ำจนเบี้ยชั้น 1 ไม่คุ้มค่า
เมื่อคำนวณอัตราส่วนเบี้ยต่อมูลค่ารถแล้วพบว่าสูงเกินสมควร การเปลี่ยนไปชั้นที่ถูกลงและยอมรับความเสี่ยงบางส่วนเองอาจสมเหตุสมผลกว่า
มีเงินสำรองเพียงพอรับความเสี่ยงกรณีไม่มีคู่กรณี
หากมั่นใจว่าสามารถรับผิดชอบค่าซ่อมรถของตัวเองได้ในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี การประหยัดเบี้ยจากการเปลี่ยนชั้นอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ขับรถน้อยลงหรือใช้งานเป็นรถสำรอง
หากรถไม่ได้เป็นพาหนะหลักอีกต่อไป ความถี่ในการเผชิญความเสี่ยงลดลง การลดระดับความคุ้มครองลงตามความเสี่ยงที่แท้จริงเป็นการบริหารจัดการที่สมเหตุสมผล
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณสุรีย์มีรถอายุ 6 ปี มูลค่าตลาดปัจจุบันประมาณ 380,000 บาท จากราคาซื้อเดิม 780,000 บาท เธอผ่อนไฟแนนซ์หมดแล้ว 2 ปีก่อน
เธอขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบ ชั้น 1 เบี้ย 16,500 บาทต่อปี ชั้น 2+ เบี้ย 8,200 บาทต่อปี ส่วนต่างอยู่ที่ 8,300 บาทต่อปี
เธอคำนวณอัตราส่วนเบี้ยชั้น 1 ต่อมูลค่ารถ ได้ประมาณ 4.3% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าเธอมีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอสำหรับซ่อมรถกรณีไม่มีคู่กรณี และขับรถเฉพาะวันธรรมดาในเส้นทางที่คุ้นเคย เธอตัดสินใจเปลี่ยนไปทำชั้น 2+ เพื่อประหยัดเบี้ย 8,300 บาทต่อปี
เธอนำเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้ไปเก็บเป็นเงินสำรองเพิ่มเติมสำหรับกรณีฉุกเฉินที่เกี่ยวกับรถโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะกับสถานการณ์ทางการเงินของเธอ
สรุป
รถอายุ 5 ปีขึ้นไปไม่มีคำตอบตายตัวว่าควรทำชั้นไหนครับ ขึ้นอยู่กับมูลค่ารถปัจจุบันเทียบกับเบี้ยประกัน ความสามารถในการรับความเสี่ยงเอง และลักษณะการใช้งานรถ หลักการสำคัญคือคำนวณอัตราส่วนเบี้ยต่อมูลค่ารถ และประเมินว่าตัวเองพร้อมรับความเสี่ยงกรณีไม่มีคู่กรณีได้มากแค่ไหน ก่อนตัดสินใจว่าจะคงชั้น 1 ต่อไปหรือเปลี่ยนไปชั้นที่ประหยัดกว่า
ปรึกษาเรื่องประกันวินาศภัยได้เลยครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
อยากมีอาชีพที่บริหารเวลาเองได้ รายได้ไม่มีเพดาน สนใจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย เราพร้อมสอน พร้อมสนับสนุน ให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ
คุณพรรณเชษฐ รนที (โค้ช ช.) รองกรรมการฝ่ายบริหาร ระดับ Platinum | ศรีกรุงโบรคเกอร์ รหัสนายหน้า AM00035138 ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ 6304012357 ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต เลขที่ 6303006901 โทร 086-890-1888 LINE: @kml3166k ซื้อประกันออนไลน์: https://share.724.co.th/insure/a/motor/AM00035138 www.srikrungmgmnetwork.com | www.ศรีกรุง.com